เกร็ดบัญชี
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
กำหนดการยื่นแบบและชำระภาษี ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม ของปีถัดจากปีภาษีต่อสำนักงานสรรพากร
แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ภ.ง.ด.90 เป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใช้สำหรับผู้มีเงินได้หลายประเภทหรือมีเงินได้ประเภทเดียวแต่มิใช่เงินได้ประเภท 1 (จ้างแรงงาน) หรือ ผู้มีเงินได้ที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล
ภ.ง.ด.91 เป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ใช้สำหรับผู้มีเงินได้ประเภท 1 (จ้างแรงงาน)
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ภ.ง.ด.93 เป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้มีเงินได้ที่ขอชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก่อนถึงกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษี
ภ.ง.ด.94 เป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ใช้สำหรับผู้มีเงินได้ประเภท 5 8 จากการให้เช่าทรัพย์สินฯ เงินได้จากวิชาชีพอิสระ เงินได้จากการรับเหมาก่อสร้างฯ หรือเงินได้จากการประกอบธุรกิจ ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนมิถุนายน ไม่ว่าจะมีเงินได้ประเภทอื่นรวมอยู่ด้วยหรือไม่
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
สถานที่ยื่นแบบแสดงรายการ
ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ
สำนักงานเขตท้องที่ที่ผู้เสียภาษีมีภูมิลำเนาอยู่ หรือจะยื่นต่างท้องที่ก็ได้ หรือกองคลังกรมสรรพากร
ธนาคารพาณิชย์ไทยและสาขาในเขตกรุงเทพมหานคร
ในเขตจังหวัดอื่น ให้ยื่น ณ
ที่ว่าการอำเภอหรือกิ่งอำเภอท้องที่ที่ผู้เสียภาษีมีภูมิลำเนาอยู่ในกรณีที่สำนักงานสรรพากรอำเภอมิได้ตั้งอยู่ ณ ที่ว่าการอำเภอให้ยื่น ณ สำนักงานสรรพากรอำเภอ หรือ
สำนักงานสาขาของธนาคารพาณิชย์ไทยในอำเภอหรือกิ่งอำเภอที่ตนมีภูมิลำเนาอยู่
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นภาษีที่เก็บจากเงินได้ของ
1. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย
2. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ 3. กิจการร่วมค้า (Joint Venture)
4. มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิ
หรือสมาคมที่รัฐมนตรียกเว้น
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลมีหลักเกณฑ์ ดังนี้
1. นิติบุคคลต้องยื่นเสียภาษีเมื่อครบรอบระยะเวลาบัญชี 12 เดือน โดยจะเริ่มต้นหรือสิ้นสุดลงเมื่อใดก็ได้
2. อัตราการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอยู่ที่ร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิในรอบบัญชีนั้น
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
กำไรสุทธิคำนวณจากรายได้ซึ่งได้จากการประกอบธุรกิจหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยการคำนวณรายได้และรายจ่ายให้ใช้เกณฑ์สิทธิ์ แม้จะมิได้มีการรับจริงหรือจ่ายจริงก็ตาม
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
การยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษี
ผู้ประกอบการซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เสียภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิจะต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีดังนี้
การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบจะต้องยื่นแบบแสดงรายการพร้อมชำระภาษี (ถ้ามี) ตามแบบ ภ.ง.ด.51 ภายใน 2 เดือนนับจากวันสุดท้ายของทุกเดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี
การเสียภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีจะต้องยื่นแบบแสดงรายการพร้อมชำระภาษี (ถ้ามี) ตามแบบ ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
สถานที่ยื่นแบบแสดงรายการ
ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ
สำนักงานเขตท้องที่ที่ผู้เสียภาษีมีภูมิลำเนาอยู่ หรือจะยื่นต่างท้องที่ก็ได้ หรือกองคลังกรมสรรพากร
ธนาคารพาณิชย์ไทยและสาขาในเขตกรุงเทพมหานคร
ในเขตจังหวัดอื่น ให้ยื่น ณ
ที่ว่าการอำเภอหรือกิ่งอำเภอท้องที่ที่ผู้เสียภาษีมีภูมิลำเนาอยู่ในกรณีที่สำนักงานสรรพากรอำเภอมิได้ตั้งอยู่ ณ ที่ว่าการอำเภอให้ยื่น ณ สำนักงานสรรพากรอำเภอ หรือ
สำนักงานสาขาของธนาคารพาณิชย์ไทยในอำเภอหรือกิ่งอำเภอที่ตนมีภูมิลำเนาอยู่
การขอมีหมายเลขและบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี
ตามกฎหมายกำหนดว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีเงินได้นิติบุคคล จะต้องมีหลายเลขและบัตรประตัวผู้เสียภาษีอากร
ระยะเวลาการยื่นคำร้องขอ
บุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ยื่นภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีเงิน
บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนที่เป็นนิติบุคคล ยื่นภายใน 60 วันนับแต่วันที่เริ่มประกอบกิจการในประเทศไทย
การขอมีหมายเลขและบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี
สถานที่ยื่นคำร้อง
สรรพากรพื้นที่ หรือสรรพกรสาขาในเขตท้องที่ที่ผู้ยื่นคำร้องมีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่
แบบฟอร์ม
- สำหรับบุคคลธรรมดา ลป.10.1
- สำหรับนิติบุคคล ลป 10.3
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่รัฐบาลเรียกเก็บจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการส่วนที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งจากการนำเข้า โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้
1.ผู้ประกอบธุรกิจขนาดย่อมที่มีรายได้ก่อนหักรายจ่ายต่อปีไม่เกินปีละ 60,000 บาท ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
2.ผู้ประกอบการที่มีรายได้ก่อนหักรายจ่ายเกินกว่า 600,000 บาทต่อปี แต่ไม่เกิน 1,800,000 บาท ให้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราเหมาจ่ายร้อยละ 1.5 ของยอดรายรับก่อนหักค่าใช้จ่ายใดๆ ในแต่ละเดือนภาษี
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
3.ผู้ประกอบการที่มีรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เกินกว่า 1,800,000 บาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระจากยอดภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี
กิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มได้แก่กิจการที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร การขายหนังสือพิมพ์ ตำราเรียน บุหรี่ (ของโรงงานยาสูบ) สลากกินแบ่งรัฐบาล แสตมป์ไปรษณีย์ อากรแสตมป์ กิจการให้บริการ การนำเข้าพืชผลเกษตร การนำเข้าที่มีการส่งออก
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
กำหนดการยื่นแบบและชำระภาษี ยื่นแบบแสดงรายการทุกเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ไม่ว่าจะมีรายรับเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม
การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ.01)
แบบฟอร์มการยื่นแบบและชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ.30)
ภาษีธุรกิจเฉพาะ
ภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นภาษีที่เรียกเก็บเฉพาะกับกิจการที่ประกอบธุรกิจบางประเภท โดยไม่จำกัดว่ากิจการนั้นจะเป็นกิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนสามัญ ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือ บริษัทจำกัด
ภาษีธุรกิจเฉพาะ
กิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ได้แก่ การธนาคารพาณิชย์ การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ การรับประกันชีวิต และการรับประกันวินาศภัย การรับจำนำ การประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ เช่น การให้กู้ยืมเงิน การค้ำประกัน การแลกเปลี่ยนเงินตรา การออกซื้อหรือขายตั๋วเงิน หรือการรับส่งเงินไปต่างประเทศ และการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นการค้าหรือหากำไร
กำหนดการยื่นแบบและชำระภาษี ต้องยื่นขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะต่อสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ หรือสรรพากรจังหวัดในเขตที่ตั้งของสถานประกอบการ และต้องยื่นแบบแดสงรายการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภธ 01) ตามอัตราข้างต้นบวกภาษีท้องถิ่นอีกร้อยละ 10 ของภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นรายเดือนภาษี โดยยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
อากรแสตมป์
อากรแสตมป์ เป็นภาษีอากรที่เรียกเก็บจากการทำตราสาร โดยมีการกำหนดบัญชีอัตราอากรแสตมป์ สรุปได้ดังนี้
1.การเช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง หรือแพ ทุกเงิน 1,000 บาท เสียค่าอากร 1 บาท
2.การโอนใบหุ้น ใบหุ้นกู้ พันธบัตร ใบรับรองหนี้ คิดตามราคาหุ้นที่ชำระแล้ว หรือตามราคาในตราสาร แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ทุกจำนวน 1,000 บาท เสียค่าอากร 1 บาท
3.การเช่าซื้อทรัพย์สิน ทุกเงิน 1,000 บาท ของราคาทั้งหมด เสียค่าอากร 1 บาท
อากรแสตมป์
4.การจ้างทำของ ทุกเงิน 1,000 บาท ของสินค้า เสียค่าอากร 1 บาท
5.การกู้ยืมเงิน หรือการตกลงให้กู้แบบเบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคาร ทุกจำนวน 20,000 บาท ของยอดเงินให้กู้ยืม หรือยอดเงินตกลงให้กู้แบบเบิกเงินเกินบัญชี เสียค่าอากร 1 บาท
6.กรมธรรม์ประกันภัย ถ้าเป็นกรมธรรม์ประกันวินาศภัย เบี้ยประกันภัยทุก 250 บาทต่ออากร 1 บาท กรณีต่ออายุคิดค่าอากรกึ่งหนึ่งของอากรแสตมป์เดิม
อากรแสตมป์
7. ใบมอบอำนาจบุคคลคนเดียวหรือหลายคนกระทำการแทน มอบให้กระทำการครั้งเดียว ติดอากรแสตมป์ 20 บาท มอบให้บุคคลคนเดียวกระทำการมากกว่าหนึ่งครั้ง อากรแสตมป์ 30 บาท มอบให้บุคคลหลายเดียวกระทำการมากกว่าหนึ่งครั้งโดยบุคคลหลายคนแยกทำกิจการได้ คิดตามรายบุคคลที่รับมอบ อากร 30 บาท
8.ใบมอบฉันทะให้ลงมติในที่ประชุมบริษัท มอบฉันทะให้ประชุมครั้งเดียว อากรแสตมป์ 20 บาท แต่ถ้ามอบฉันทะให้ประชุมมากกว่า 1 ครั้ง อากรแสตมป์ 100 บาท
อากรแสตมป์
9.ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือตราสารทำนองเดียวกัน ค่าอากรแสตมป์ ฉบับละ 3 บาท
10.ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ หรือใบรับรองหนี้ ค่าอากรแสตมป์ 5 บาท
11.เช็ค หรือ หนังสือคำสั่งใดๆ ที่ใช้แทนเช็ค ค่าอากรแสตมป์ฉบับละ 3 บาท
อากรแสตมป์
12.การค้ำประกัน
· กรณีไม่ได้กำหนดจำนวนเงิน ค่าอากร 10 บาท
· จำนวนเงินค้ำประกันไม่เกิน 1,000 บาท ค่าอากรแสตมป์ 1 บาท · จำนวนเงินเกิน 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ค่าอากร 5 บาท · จำนวนเงินเกิน 10,000 บาทขึ้นไป ค่าอากร 10 บาท
อากรแสตมป์
13.การจำนำ จำนวนหนี้ทุก 2,000 บาท ค่าอากร 1 บาท ถ้ามิได้กำหนดจำนวนหนี้ ค่าอากร 1 บาท
14.คู่ฉบับ หรือคู่ฉีกแห่งตราสาร · ถ้าต้นฉบับเสียอากรไม่เกิน 5 บาท คู่ฉบับเสียค่าอากร 1 บาท · ถ้าต้นฉบับเสียเกิน 5 บาท คู่ฉบับเสีย 5 บาท
15.หนังสือสัญญาห้างหุ้นส่วน · หนังสือสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน ค่าอากร 100 บาท · หนังสือสัญญาที่แก้ไขสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน ค่าอากร 50 บาท
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
เงินได้ที่เกิดจาการให้เช่าอาคารและที่ดินต้องนำมาเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน โดยยื่นชำระภาษีปีละครั้งในอัตราร้อยละ 12.5 ของค่าเช่าทั้งปี ในการคำนวณค่าเช่าซึ่งถือเป็นค่ารายปีนั้น ถ้าผู้ให้เช่าแจ้งจำนวนค่าเช่าต่ำกว่าอัตราที่สมควร เจ้าพนักงานมีอำนาจประเมินใหม่ได้ และแจ้งให้ผู้ให้เช่าชำระภาษีใหม่ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน
กำหนดการยื่นแบบและชำระภาษี ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีที่เสียภาษี ณ สำนักงานเขต หรือ ที่ว่าการอำเภอ หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
ภาษีป้าย
ภาษีป้าย
ป้ายโฆษณาต่างๆ รวมทั้งป้ายที่มีข้อความติดประกาศในที่สาธารณะเป็นการถาวรของธุรกิจขนาดย่อม คิดอัตราดังนี้ โดยป้ายที่มีอักษรไทยล้วนให้คิดอัตรา 3 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร ป้าย ป้ายที่มีอักษรไทยปนอักษรต่างประเทศคิดในอัตรา 20 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร และป้ายที่ไม่มีอักษรไทย คิดในอัตรา 40 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
ป้ายที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีป้าย ได้แก่ ป้ายที่แสดงไว้ ณ โรงมหรสพ แสดงไว้ที่สินค้า สิ่งของที่ห่อพัสดุสินค้า บรรจุสินค้า แสดงไว้ ณ ที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว แสดงไว้ที่คนหรือสัตว์ โรงเรียนเอกชน สถาบันอุดมศึกษา
ภาษีป้าย
ภาษีป้าย (ต่อ)
ผู้ประกอบการเกษตร อาคารที่ประกอบการค้า หรือกิจการอื่น ๆ ขนาดไม่เกิน 1 ตารางเซ็นติเมตร ฯลฯ
กำหนดการยื่นแบบและชำระภาษี ภายในเดือนมีนาคมของปีที่เสียภาษี ณ สำนักงานเขต หรือ ที่ว่าการอำเภอ หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
ภาษีบำรุงท้องที่
ภาษีบำรุงท้องที่ เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากเจ้าของที่ดิน โดยกฎหมายกำหนดว่า ผู้ใดเป็นเจ้าของที่ดินในวันที่ 1 มกราคมของปีใด เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปีนั้น ทั้งนี้ผู้เป็นเจ้าของที่ดินอาจจะเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายตามหลักฐานโฉนดที่ดิน หรือ นส.3 หรือเป็นผู้ครอบครองที่ดินซึ่งกฎหมายยังไม่ได้ให้กรรมสิทธิ์ เช่น ที่ดินที่มีใบเหยียบย่ำ ใบจอง ผู้ครอบครองก็มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่เช่นกัน
ภาษีบำรุงท้องที่
ที่ดินที่ได้รับยกเว้นไม่ร้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ ได้แก่
1.ที่ดินที่เจ้าของที่ดินใช้เป็นที่อยู่อาศัย จะได้รับลดหย่อนไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ ตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
· ที่ดินนอกเขตเทศบาล และเขตสุขาภิบาล ลดหย่อนให้ 5 ไร่
· ที่ดินในเขตเทศบาลตำบลหรือสุขาภิบาล ลดหย่อนให้ 1 ไร่
· ที่ดินในเขตเทศบาลเมือง ลดหย่อนให้ 200 ตารางวา
· ที่ดินในเขตเทศบาลนคร ลดหย่อนให้ 100 ตารางวา
ภาษีบำรุงท้องที่
ถ้าที่ดินนั้นมีสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นสถานที่การค้า หรือให้เช่า จะไม่ได้รับลดหย่อนในส่วนที่เป็นสถานการค้าหรือใช้เช่า
กำหนดการยื่นแบบและชำระภาษี ภายในเดือนเมษายนของปีที่เสียภาษี ณ สำนักงานเขต หรือ ที่ว่าการอำเภอ หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
กฎหมายเกี่ยวกับการบัญชี
เป็นกฎหมายที่กำหนดให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี และผู้ทำบัญชี จัดทำบัญชีให้เป็นไปตามหลักการบัญชีและวิธีปฏิบัติทางการบัญชีที่รับรองทั่วไป รวมทั้งตามมาตรฐานการบัญชีที่กฎหมายกำหนดในแต่ละกรณี
กฎหมายเกี่ยวกับการบัญชี
ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีตามพระราชบัญญัติฉบับนี้
นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย คือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด และ บริษัทมหาชนจำกัด
นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและประกอบธุรกิจในประเทศไทย
กิจการร่วมค้า ( Joint Venture ) ตามประมวลรัษฎากร
กฎหมายเกี่ยวกับการบัญชี
สถานที่ประกอบธุรกิจเป็นประจำของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่มีสถานที่ประกอบธุรกิจหลายแห่ง โดยให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการธุรกิจในแต่ละสถานที่นั้นๆ เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี
บุคคลธรรมดา หรือห้างหุ้นส่วนที่มิได้จดทะเบียนที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งกรณีนี้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อน โดยให้ประกาศล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 6 เดือนก่อนวันใช้บังคับ และให้อธิบดีกรมทะเบียนการค้ากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับวันเริ่มทำบัญชีครั้งแรก รวมทั้งวิธีการจัดทำบัญชีนั้น
กฎหมายเกี่ยวกับการบัญชี
วันที่เริ่มจัดทำบัญชี
ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ให้เริ่มทำบัญชีนับแต่นิติบุคคลดังกล่าวได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย
นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย ให้เริ่มทำบัญชีนับแต่วันที่นิติบุคคลนั้นได้เริ่มประกอบธุรกิจในประเทศไทย
กฎหมายเกี่ยวกับการบัญชี
กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ให้เริ่มทำบัญชีนับแต่วันที่กิจการร่วมค้านั้นได้เริ่มต้นประกอบกิจการ อย่างไรก็ตามในบทเฉพาะกาลได้กำหนดข้อยกเว้นให้กิจการร่วมค้ายังไม่ต้อง ปฎิบัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ จนกว่าจะเริ่มรอบระยะเวลาบัญชีใหม่หลังจากที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแล้ว
สถานที่ประกอบธุรกิจเป็นประจำ กรณีที่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีมีสถานที่ประกอบธุรกิจประจำหลายแห่ง ให้เริ่มทำบัญชีนับแต่วันที่สถานที่ประกอบธุรกิจเป็นประจำนั้นเริ่มต้นประกอบกิจการ
กฎหมายเกี่ยวกับการบัญชี
ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ต้องยื่นงบการเงินต่อกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยมีกำหนดเวลาดังนี้
ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ต้องยื่นภายใน 5 เดือนนับแต่ปิดบัญชีได้แก่
ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน
นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย
กิจการร่วมค้า
ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ต้องยื่นภายใน 1 เดือนนับแต่งบการเงินได้รับอนุมัติในที่ประชุมใหญ่
คุณสมบัติของผู้ทำบัญชี
กรณีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้าน
ทรัพย์สินรวมไม่เกิน 30 ล้าน
รายได้รวมไม่เกิน 30 ล้าน
ทุนจดทะเบียน สินทรัพย์ หรือ รายได้รวม อย่างหนึ่งอย่างใด
มากกว่าข้างต้น ผู้ทำบัญชีต้องมีวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี
|